แรร์ชีสเค้กเพื่อสุขภาพจากเต้าหู้และโยเกิร์ต

​เมื่อชีวิตขาดหวานไม่ได้ แม้จะชอบของหวานแต่บางครั้งเราก็อดกังวลถึงปริมาณแคลอรี่ที่รับเข้าไปหลังจากรับประทานของหวาน วันนี้ ANNGLE  มานำเสนอวิธีทำแรร์ชีสเค้ก (Rare Cheesecake) หรือชีสเค้กเย็นที่ไม่ต้องผ่านการอบ รสชาติอร่อยเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนักให้ลองทำเองที่บ้านกันนะคะ

วิธีทำแรร์ชีสเค้กเพื่อสุขภาพจากเต้าหู้นิ่มและโยเกิร์ต

แรร์ชีสเค้กสูตรนี้ใช้ส่วนผสมของเต้าหู้นิ่มและโยเกิร์ตแทนชีส ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณแคลอรี่แล้วก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายจากเต้าหู้และโยเกิร์ต วิธีการทำก็ง่าย แม้ว่าจะทำขนมไม่เก่งก็สามารถทำตามได้อย่างง่ายดาย

วัตถุดิบ

  • เต้าหู้นิ่มคินุ 200 กรัม
  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 400 กรัม
  • น้ำตาล 50 กรัม
  • นม 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาวหรือเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำร้อน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับละลายเจลาติน
  • เจลาติน 5 กรัม
  • บิสกิต 70 กรัม
  • เนยจืดหรือเค็ม 40 กรัม

วิธีทำ

1. แยกของเหลวออกจากโยเกิร์ตและเต้าหู้โดยนำมาวางบนตะแกรงที่รองด้วยกระดาษชำระหรับงานครัวไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมงในตู้เย็น

2. นำบิสกิตใส่ถุงพลาสติกและบดให้ละเอียดด้วยไม้นวดแป้งหรือมือ จากนั้นเติมเนยที่ละลายลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำมากรุบนพิมพ์ที่รองด้วยกระดาษไขรองอบที่เตรียมไว้ จากนั้นนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 30 นาที

3. นำเต้าหู้นิ่มมาตีให้ละเอียดด้วยตะกร้อมือ เติมโยเกิร์ตลงไป ตีให้เข้ากันแล้วนำไปกดผ่านตะแกรงตาถี่เพื่อให้เนื้อของเต้าหู้ละเอียดมากขึ้น จากนั้นเติมน้ำตาล นม และน้ำมะนาวหรือเลมอนลงไปตามลำดับ คนให้เข้ากัน

ส่วนผสมของโยเกิร์ตและเต้าหู้นิ่มก่อนกดผ่านตะแกรง
วิธีการกดส่วนผสมของเต้าหู้นิ่มและโยเกิร์ตผ่านตะแกรงตาถี่
ส่วนผสมของแรร์ชีสเค้ก

4. นำเจลาตินที่ละลายด้วยน้ำร้อนเติมลงไปในส่วนผสมข้อ 3 คนให้เข้ากัน แล้วเทส่วนผสมลงบนบิสกิตที่กรุไว้ นำแช่ตู้เย็นประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำแรร์ชีสเค้กออกจากพิมพ์และตัดเป็นชิ้น เสิร์ฟพร้อมแยมหรือผลไม้ตามชอบ

 

ด้วยวิธีการง่ายๆ เพียงเท่านี้ก็จะได้แรร์ชีสเค้กเย็นรสเปรี้ยวเนื้อเนียนนุ่มอร่อย ยิ่งแช่ตู้เย็นข้ามคืนก็แทบไม่รู้เลยว่าแรร์ชีสเค้กนั้นทำมาจากส่วนผสมของเต้าหู้ เพราะรสชาติอร่อยละลายในปาก ดีต่อใจและต่อสุขภาพ ลองทำดูนะคะ    สล็อตเว็บตรง

(รีวิว) ย้อนยุคสู่วันวานกับ “Samurai Diner” ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โชวะ

ช่วงวันหยุดยาวแบบนี้มีใครที่ไม่ได้ไปเที่ยวไหนมั้ยคะ5555 ไม่เป็นไรค่ะ เรามาเที่ยวในกรุงเทพกันแทน ไม่กี่วันก่อน ผู้เขียนได้มีโอกาสไปทานอาหารญี่ปุ่นที่ร้าน Samurai Diner มาค่ะ เห็นโฆษณาจากในเฟซบุ๊คมาสักพักแล้ว น่าสนใจมาก ๆ ก็เลยอยากจะมารีวิวให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ

ร้าน Samurai Diner เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่จะไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นจ๋าซะทีเดียว แต่จะเป็นอาหารญี่ปุ่นสไตล์ตะวันตกโดยมีคอบเซปต์เป็นช่วงยุคปี 1950 – 1970 หรือในสมัยโชวะ ทั้งการตกแต่งร้านและเมนูอาหารจึงเป็นแบบญี่ปุ่นผสมตะวันตกในสไตล์เก่านิด ๆ เรโทรหน่อย ๆ หน้าร้านตกแต่งด้วยสีสันสดใส มีชื่อร้านเขียนด้วยตัวคาตาคานะกับภาษาอังกฤษว่า samurai diner ภายในร้านมีกลิ่นอายที่เหมือนกับได้ย้อนยุคกลับไปในสมัยโชวะ เสียงเพลงญี่ปุ่นยุคเก่าดังคลอ ๆ อยู่ตลอดเวลายิ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศได้อย่างดี

ช่วงปี 50 เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเพิ่งผ่านพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่ออเมริกาเข้ามาปฏิรูปประเทศ ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งบันเทิงเริงรมย์จากชาติตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ญี่ปุ่น แถมยังถูกอกถูกใจชาวญี่ปุ่นในสมัยนั้นมาก ๆ จึงได้มีการผสมผสานกับความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมเข้าไป

สั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว เรามาดูสิ่งของต่าง ๆ ที่ตกแต่งในร้านกันค่ะ ภายในร้านใช้เป็นโต๊ะเก้าอี้ไม้ มีทั้งแบบ 2 ที่และ 4 ที่ จุดเด่นคือตู้กระจกขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกล้องถ่ายรูปยุคเก่า แผ่นเสียง แผ่นพับ นิตยสาร รูปภาพ โปสเตอร์ต่าง ๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก สิ่งของเหล่านี้เป็นสมบัติของคุณปู่ของเจ้าของร้าน เรียกว่าเก็บข้ามทศวรรษกันเลยทีเดียว สมัยนี้หาแทบไม่ได้แล้วค่ะ

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ให้ฟีลลิ่งยุคโชวะได้มากเลยก็คือโทรทัศน์รุ่นเก่าจอขาวดำ (และสีบ้างในบางครั้ง) ที่เปิดภาพการแสดงร้องเพลงของนักร้องในยุคนั้น พร้อมเครื่องเล่นวิดีโอที่หาได้ยากยิ่งในสมัยนี้ แต่ตอนที่ผู้เขียนยังเด็ก ๆ ก็ยังทันใช้เครื่องเล่นวิดีโอนะคะ 555555

นอกจากนี้ยังมีของสะสมที่น่าสนใจอีกมากมาย อย่างตุ๊กตาแพนด้าเซรามิกจากสวนสัตว์อุเอโนะบนโทรทัศน์ที่มีมาตั้งแต่โดราเอมอนยังไม่ถือกำเนิด น้อง dakko-chan ตุ๊กตาเป่าลมสำหรับกอดแขนก็เป็นที่กรี๊ดกร๊าดมากสำหรับวัยรุ่นสายแฟชั่นสมัยนั้น รูปภาพโตเกียวทาวเวอร์ที่กำลังก่อสร้าง และรูปภาพย่านกินซ่าที่ปัจจุบันเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนผ่านเรื่องราวมาอย่างยาวนาน น่าสนใจมากเลยนะคะ

Dakko-Chan

ดูของในร้านเสร็จแล้วเรามาทานอาหารกันค่ะ ก่อนเมนูหลักจะมา ทางร้านจะเสิร์ฟของทานเล่นคนละ 1 ถ้วยเล็ก รสชาติดีมาก ๆ และเนื่องจากผู้เขียนไปกันเพียง 2 คนจึงสั่งมาแค่ 2 เมนู เมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่ไม่สั่งไม่ได้เลยก็คือ “แฮมเบิร์กสไตล์ญี่ปุ่นยุค 50” ตัวแฮมเบิร์กจะผสมทั้งเนื้อหมูและเนื้อวัว ราดด้วยซอสเดมิกลาสที่ใช้เวลาเคี่ยวถึง 3 วัน พร้อมผักเคียง ไข่ดาว สปาเก็ตตี้และกุ้งเทมปุระ สั่งเป็นเซตพร้อมข้าวและซุปมิโสะ ตัวแฮมเบิร์กพระเอกของเรารสสัมผัสนุ่มละมุมลิ้นมากกก หอมซอสสุด ๆ ชุ่มฉ่ำไปทั้งปาก ทานกับเครื่องเคียงต่าง ๆ แล้วดีมาก เป็นของเด็ดที่ห้ามพลาดเลยจริง ๆ

แฮมเบิร์กสไตล์ญี่ปุ่นยุค 50

 

อีกเมนูเป็น “ไก่ชุปเกล็ดขนมปังทอด” สั่งเป็นเซตพร้อมข้าวและซุปมิโสะ อาจจะเป็นเมนูที่ไม่ได้แปลกใหม่มากแต่ก็อร่อยไม่แพ้กันค่ะ ไก่มีความชุ่มฉ่ำมาก ๆ ไม่แห้ง มีเกล็ดขนมปังทอดกรุบกรอบ ยิ่งราดซอสที่ทางร้านเตรียมไว้ให้ยิ่งอร่อยมาก ๆ แถมยังให้ปริมาณเยอะพอสมควร อิ่มจุใจเลยค่ะ แต่ถ้าใครชอบทานข้าวเยอะ กลัวจะไม่อิ่ม ที่นี่สามารถเติมข้าวกับซุปมิโสะได้ฟรีไม่อั้นอีกด้วยนะคะ

ไก่ชุปเกล็ดขนมปังทอด

สำหรับราคาถือว่าไม่ได้แพงมากนะคะ คุ้มค่ากับรสชาติมาก ๆ เลย แต่ก็จะมีราคาพิเศษสำหรับเมนูแฮมเบิร์กเซท B ในช่วงกลางวัน วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 11.30 – 15.00 น. ลดจาก 330 บาทเหลือ 260 บาท นอกจากนี้ยังมีส่วนลดอีก 10% เมื่อแอดไลน์ของร้าน

เป็นอีกร้านที่แนะนำเลยค่ะ ทานแฮมเบิร์กไป ฟังเพลงญี่ปุ่นเก่า ๆ คลอไปด้วยในบรรยากาศร้านที่มีเสน่ห์แบบสมัยโชวะ มีอาหารที่น่าทานอีกมากมายหลายเมนูเลยค่ะ ใครชอบสไตล์แบบนี้ต้องลองมาทานกันนะคะ ร้านตั้งอยู่ที่สุขุมวิท 69/1 สามารถเดินทางมาได้ง่าย ๆ จาก BTS สถานีพระโขนงค่ะ        UFABET เว็บตรง

เวลาทำการ
จันทร์ – ศุกร์ 11.30 – 15.00 น. และ 17.00 – 23.00 น.
วันเสาร์ 11.30 – 23.00 น.
วันอาทิตย์ 11.00 – 23.00 น.

Facebook : samuraidiner

ไขข้อสงสัย! ควรทานใบไม้ที่ห่อซากุระโมจิหรือไม่!?

เมื่อพูดถึงขนมประจำฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น ก็ต้องพูดถึงขนม “ซากุระโมจิ” (Sakuramochi) ซึ่งเป็นขนมที่ทำจากถั่วแดงกวนห่อด้วยแป้งโมจิ และห่ออีกชั้นด้วยใบซากุระที่นำไปแช่เกลือ ซึ่งชาวต่างชาติหลายๆ คนก็มักจะเกิดความสงสัยว่า ใบซากุระที่ห่อขนมซากุระโมจินั้นทานได้หรือไม่? ในบทความนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ใบซากุระที่ห่อขนมซากุระโมจินั้นทานได้หรือไม่?

“ซากุระโมจิ” เป็นขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น หรือ “วากาชิ” ที่เป็นของคู่กับการชมดอกซากุระ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ “โจเมจิ” (Choumeiji) ที่มีรูปร่างคล้ายเครปทำมาจากแป้งโมจิของฝั่งคันโต และ “โดเมียวจิ” (Doumyouji) ที่มีข้าวเหนียวเป็นส่วนผสมหลักจากฝั่งคันไซ จะเห็นได้ว่าซากุระโมจิของแต่คนละท้องถิ่นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งรูปร่างและส่วนผสมที่ใช้ แต่ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ ใบซากุระแช่เกลือที่ใช้ห่อขนมนั่นเอง

 

ใบซากุระที่ใช้ห่อขนมซากุระโมจิเป็นใบซากุระสายพันธุ์โอชิมะ (Oshimazakura) ที่มักจะขึ้นอยู่ในแถบคาบสมุทรอิซุ สำหรับคำถามที่หลายคนสงสัยว่า “ใบซากุระที่ห่อขนมซากุระโมจินั้นทานได้หรือไม่?” นั้น คำตอบก็คือ “สามารถรับประทานได้” ค่ะ

เหตุผลที่ต้องห่อด้วยใบซากุระก็เพื่อป้องกันไม่ให้ขนมแห้ง และเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมนั่นเอง ในอดีตเคยมีการลองทดลองดองด้วยซอสถั่วเหลืองหรือโชยุด้วย แต่หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นาน ก็ลงตัวที่การดองด้วยเกลือในที่สุดค่ะ ถึงจะบอกว่าสามารถทานได้ แต่คนญี่ปุ่นเองก็มีทั้งคนที่ทานและคนที่ไม่ทานใบซากุระค่ะ

สรุปแล้วควรทานใบซากุระหรือไม่?

 

 

แม้ว่าจะทานได้ แต่สมาคมขนมญี่ปุ่นแห่งชาติ (Japan Wagashi Association) ได้ออกมาให้คำตอบว่า “ไม่ควรทาน” ค่ะ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้ได้สัมผัสถึงรสชาติดั้งเดิมของขนม จึงควรลอกใบออกก่อนทาน เพราะถึงแม้จะลอกใบออกแล้วกลิ่นของใบซากุระก็ยังติดอยู่ที่ตัวขนม ทำให้สามารถรับกลิ่นหอมจากใบซากุระโดยที่ไม่ต้องทานใบซากุระก็ได้นั่นเองค่ะ    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

แต่สุดท้ายแล้ว จะทานพร้อมใบหรือลอกใบก่อนทาน ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน ถ้าใครมีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม อย่าลืมลองทานดูนะคะ สามารถซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศญี่ปุ่นเลยค่ะ

ประวัติศาสตร์ของ “โอจะซึเกะ” จากยุคเฮอันถึงยุคปัจจุบัน

จากที่ได้พูดถึง “ทะคุอัน” แล้วก็เลยพูดถึง “โอจะซึเกะ” ด้วย ในวันนี้ก็ขอพูดถึงเรื่องราวความเป็นมาของอาหารที่เรียกว่า “โอจะซึเกะ” กันบ้างนะครับ

ท่านผู้อ่านบางท่านพอได้ยินชื่อ “โอจะซึเกะ” (お茶漬け) แล้ว อาจจะพาลนึกไปเหมือนกับผู้เขียนเคยนึกว่า จะบ้าหรือเปล่า เอาน้ำชาเทใส่ข้าวกินเนี่ยนะ? แต่ไปไปมามา ก็นึกขึ้นมาได้ว่า แต่ก่อนในบ้านของผู้เขียนซึ่งเป็นคนเชื้อสายจีนนั้น บางทีข้าวเก่ามันแข็ง ก็เอาน้ำร้อนเทราดข้าว แล้วก็กินกับกับข้าวเค็มๆ จำพวกไชโป๊ผัดไข่ ก็พอกินอิ่มไปได้หนึ่งมื้อ จะว่าไปแล้วมันก็หลักการเดียวกับ “โอจะซึเกะ”  ของคนญี่ปุ่นไม่ใช่เหรอ? แต่จะว่าไปวิธีกินข้าวเก่าแบบที่ว่าเอาน้ำร้อนราดให้พอพุ้ยข้าวเข้าปากได้นี่ ผู้เขียนก็ไม่ได้กินแบบนั้นมานานแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะว่าข้าวสมัยนี้ถึงจะหุงทิ้งไว้มันก็ไม่ได้แข็งขนาดที่ต้องเอาน้ำร้อนราด (แช่น้ำร้อน) ถึงจะกินได้ และเรายังมีเตาไมโครเวฟไว้อุ่นข้าวอีก ว่าแล้วเรามาดูประวัติศาสตร์ของอาหารแบบนี้ของญี่ปุ่นกันดีกว่าครับ

ประวัติศาสตร์ของ “โอจะซึเกะ”

โอจะซึเกะ

วรรณคดีในสมัยเฮอันนั้นมีการกล่าวถึงวิธีกินข้าวแบบที่เรียกว่า “ข้าวใส่น้ำ” (มิซึเมชิ 水飯) หรือ “ข้าวแช่น้ำร้อน” (ยุซึเกะ 湯漬け) อย่างเดียวกับที่ผู้เขียนเคยกินสมัยยังเด็ก ซึ่งการกินข้าวใส่น้ำร้อนนั้นมีที่มาจากการที่ข้าวสมัยนั้นเป็นข้าวนึ่งในกระทะน้ำ (ที่เรียกว่า โคชิกิ 甑) เป็นข้าวแข็งๆ (โคไวอิ 強飯) ซึ่งพอจะนึกภาพได้ว่าถ้าข้าวหายร้อนแล้วก็คงแข็งจนกินเปล่าๆ กระเดือกลงคอไม่น่าจะลง การกินข้าวใส่น้ำนั้น มีกล่าวถึงในหนังสือ “คนจะกุโมะโนะงะตะริชู” (今昔物語集) พูดถึงเรื่องคนที่ชื่อซันโจจูนะกน (三条中納言) ซึ่งหมอบอกให้ “กินข้าวใส่น้ำร้อนหน้าหนาว กินข้าวใส่น้ำเปล่าหน้าร้อน” เพื่อ “ลดความอ้วน” แต่อนิจจา กินข้าวกับปลาเจริญอาหารดี กินข้าวมากไปหน่อย เลยไม่หายอ้วนเสียที (ฮา) แต่จะว่าไป ข้าวใส่น้ำร้อนนี่แหละที่เป็นต้นเค้าของข้าวใส่น้ำชาในยุคหลังครับ

วัฒนธรรมการกินข้าวใส่น้ำร้อนนั้นได้สืบต่อมาจนถึงยุคคามาคุระเรื่อยมาจนถึงยุคมุโรมาจิ โดยเฉพาะในหมู่นักรบ เพราะมันง่ายดี อาชิคางะ โยชิมาสะ (足利義政) โชกุนคนที่แปดในยุครัฐบาลทหารมุโรมาจินั้น ชอบกินข้าวใส่น้ำร้อนเอามากๆ เพราะเวลาเมาเหล้าทีไร “จั่งซี่มันต้องถอน” ด้วยข้าวใส่น้ำร้อนนี่แล พอตอนหลังก็เริ่มมีประเพณีผูกมัดจำพวก “กินกับให้กินของหอม (香の物 เป็นคำเก่า หมายถึงของดอง) ก่อน” “อย่าเพิ่งกินน้ำแกงแต่แรก” เป็นต้น ขึ้นมา พอมาถึงยุคเซ็นโคคุ ยังมีเรื่องเล่าว่า ตอนที่โอดะ โนบุนากะ พบหน้า ไซโต้ โดซัน เป็นครั้งแรกนั้น ยังนั่งกินข้าวใส่น้ำร้อนอยู่เลย

ส่วนการกินน้ำชานั้น เพิ่งมารู้จักในปลายยุคมุโรมาจิ แต่น้ำชาที่คนยุคนั้นกินยังเป็นน้ำชาสีดำแดง ไม่ใคร่มีกลิ่นมีรสชาแต่อย่างใด (ชาเขียวญี่ปุ่นที่เรียกว่าเซนฉะ (煎茶) อย่างที่เรารู้จักนั้น มาคิดทำขึ้นตอนกลางยุคเอโดะโน่นครับ) เมื่อเข้ากลางยุคเอโดะ การกินน้ำชากลายเป็นสิ่งที่แพร่หลายในหมู่ชาวบ้าน การกินข้าวใส่น้ำร้อนจึงค่อยคลี่คลายกลายเป็นการกินข้าวใส่น้ำชาไป

お茶漬けお新香付き01
โอจะซึเกะแบบคลาสสิค เอาน้ำขาเซนฉะราดข้าว กินกับเครื่องเคียงจำพวกของดองอย่างบ๊วยดองญี่ปุ่น ที่มา wikipedia.org

คนเอโดะสมัยนั้นหุงข้าวแค่วันละครั้งตอนเช้า ค่ำมาก็เอาน้ำชาตั้งไฟให้ร้อน เอาน้ำชาราดข้าวกิน ส่วนคนทางคามิกาตะ (上方 คือแถบเกียวโต โอซาก้า โกเบ) เขาหุงข้าวตอนกลางวัน แล้วค่อยกินข้าวเก่า (ข้าวเย็น) ราดน้ำชาตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ต่อมาในเมืองเอโดะก็เกิดร้านอาหารที่เรียกว่า “ฉะซึเกะยะ” (茶漬屋) คือร้านที่ขายข้าวราดน้ำชาและกับข้าวง่ายๆ (บอกตรงๆ นึกถึงร้านข้าวต้มกุ๊ยขึ้นมาเลย) ขึ้นไปทั่ว (ได้ยินว่าเป็นอาหารขายพวกขี้เมาเสียด้วย นี่มันมาแนวเดียวกับร้านข้าวต้มกุ๊ยชัดๆ)

พอมายุคหลังสงคราม ปีโชวะที่ 27 (พ.ศ. 2495) เกิดนวัตกรรมใหม่ “สาหร่ายสำหรับข้าวราดน้ำชา” (お茶づけ海苔) ของนากาทานิเอ็น (永谷園) ออกวางจำหน่าย ซึ่งแน่นอน ไลฟ์สไตล์ของคนญี่ปุ่นที่ต้องการอาหารอิ่มอร่อยง่ายๆ แค่เอาข้าวราดน้ำร้อน ใส่สาหร่ายที่ว่าลงไปก็อร่อยได้ทันที (โปรดสังเกตว่าในยุคปัจจุบัน บางครั้งคำว่า “ข้าวราดน้ำชา” (โอจะซึเกะ) ก็ใช้กินความไปถึง “ข้าวราดน้ำร้อน” (ยุซึเกะ) ด้วย เอาจริงๆ บางทีเอาน้ำซุป (ดาชิ) ราดข้าว ก็ยังเรียกว่า “โอจะซึเกะ” เลย) แน่นอนมันกลายเป็นสินค้ายอดฮิต ก็ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมการกินของญี่ปุ่นเขาวิวัฒนาการไปไกลจริง

Nagatanien Sakechazuke01
โอจะซึเกะยุคใหม่ เป็นสาหร่ายและแซลมอนเค็มสำเร็จรูปสำหรับโรยข้าวใส่น้ำชา ที่มา wikipedia.org

พูดถึง “ข้าวแช่”

เราได้พูดถึงวัฒนธรรมการกินข้าวใส่น้ำร้อน ซึ่งคลี่คลายกลายเป็นข้าวใส่น้ำชาไปแล้ว ทีนี้เราจะย้อนกลับมาพูดถึงวัฒนธรรมการกินข้าวใส่น้ำเย็นกันบ้างนะครับ ซึ่งจะไปพ้องกับ “ข้าวแช่” ของไทย (จริงๆ มาจากมอญ) พอดี

 

หากจะพูดถึงประวัติความเป็นมาของข้าวแช่อย่างย่นย่อสุด ก็อาจกล่าวได้ว่ามันมาจาก เปิงด้าจก์ (ပုၚ် ဍာ်) “ข้าวน้ำ” (ช่างพ้องกับคำว่า “มิซึเมชิ” 水飯 ของญี่ปุ่นเสียจริงๆ นะครับ) แต่ มันไม่ใช่อาหารในชีวิตประจำวัน (หรือเปล่า?) เนื่องจากในหลายๆ แหล่งก็มักบอกว่า มันเป็นของกินที่คนมอญทำขึ้นเพื่อถวายเทวดา (และถวายพระสงฆ์) เนื่องในวันสงกรานต์ แล้วถ้าจะถามคำถามสืบต่อไปอีกว่า แล้วทำไมต้องทำข้าวใส่น้ำพร้อมกับเพื่อถวายเทวดา? อาจเพราะความเชื่อที่ว่า ข้าวที่จะเอาถวายเทวดาต้องล้างให้สะอาด ขัดยางข้าว น้ำที่ใส่ข้าวก็ต้องปรุงกลิ่นให้หอมชื่นใจ

KhaoChae
ข้าวแช่อย่างไทย ที่มา wikipedia.org

สมัยโบราณคนมอญกินข้าวใส่น้ำกันในชีวิตประจำวันเพราะข้าวเย็นแล้วมันแข็งเหมือนอย่างคนญี่ปุ่นยุคเฮอันหรือไม่? (อาหารที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม การบูชาเทวดา จริงๆ น่าจะคลี่คลายจากอาหารที่คนโบราณกินก่อนมาก่อนหรือเปล่า?) เรื่องนี้ยังหาข้อมูลไม่พบนะครับ แต่เอาเป็นว่า ข้าวแช่เริ่มมาเป็นของคนมอญอย่างที่กล่าวไป แต่ต่อมาได้เข้ามาในวัฒนธรรมการกินของคนไทยในฐานะ “อาหารชาววัง” ก่อนเนื่องจากราชสำนักไทยยุคต้นรัตนโกสินทร์มีเจ้าจอมคนมอญเข้ามาถวายงาน และพอต่อมาเข้ายุครัชกาลที่ ๔ ที่ได้ไปประทับที่เพชรบุรี กรรมวิธีการทำข้าวแช่ชาววังก็ได้ตามเสด็จไปด้วย และชาวเมืองเพชรบุรีที่ได้มาทำงานเป็นลูกมือใน “ครัวชาววัง” ก็คงจะได้จำแล้วนำไปคลี่คลายเป็น “ข้าวแช่เพชรบุรี” ซึ่งกลายเป็นข้าวแช่ฉบับชาวบ้านในที่สุด (ผู้เขียนเคยไปตลาดเพชรบุรีก็ได้กินอยู่ครับ ข้าวแช่เพชรบุรีน่ะ ส่วนข้าวแช่อย่างมอญนั้น ที่เกาะเกร็ดใครไปเที่ยวก็อาจลองกินดูได้ครับมีร้านขาย ส่วนข้าวแช่ชาววังนั้นก็มีคนทำขายเป็นอาหารเฉพาะฤดูไป) ซึ่งเมื่อดูๆ ไปแล้ว วัฒนธรรมการกินข้าวใส่น้ำ จะน้ำร้อนหรือน้ำเย็นก็ตามที กับข้าวมักเป็นกับเค็มๆ หวานๆ แห้งๆ (กับเครื่องเคียงยืนพื้นของข้าวแช่คือลูกกะปิทอด ผักกาดดองผัด ปลาแห้งหวาน ส่วนกับข้าวกินกับข้าวใส่น้ำ หรือใส่น้ำร้อน หรือใส่น้ำชา แต่โบราณมาก็มีผักดองยืนพื้น มาสมัยนี้อาจมีแซลมอนเค็มหรือเมนไทโกะไปตามยุคสมัย) เหมือนกันหมด

วัฒนธรรมการกินพอเอามาเปรียบเทียบก็น่าสนใจจริงๆ นะครับ ขอให้เจริญอาหารนะครับ      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

4 ปูยอดนิยมที่ไม่ควรพลาดชิมหากไปเยือนญี่ปุ่น

ในช่วงฤดูหนาวปูเป็นหนึ่งในอาหารทะเลที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบมากเป็นพิเศษเพราะมีรสชาติอร่อยและสดมาก แม้จะมีพันธุ์ปูมากมายประมาณ 6,000 ชนิด แต่ก็มีปูเพียง 4  ชนิดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากคนญี่ปุ่น มารู้จักปูเหล่านั้นกันค่ะ

ปูหิมะหรือปูสุไว (ズワイガニ)

ปูหิมะเป็นปูขายาวเนื้อนุ่มหวานอร่อย ที่จับได้มากในช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมีนาคม โดยมีช่วงที่อร่อยแบ่งตามเพศของปูดังนี้คือ ปูเพศเมียในช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม และปูเพศผู้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม คนส่วนใหญ่คิดว่าปูชนิดนี้จับได้มากที่จังหวัดฮอกไกโด แต่จริงๆ แล้วปูชนิดนี้จับได้มากที่จังหวัดเฮียวโกะ  (Hyogo) ทตโตริ (Tottori)  นีกาตะ (Niigata) อิชิคาวะ (Ishikawa) และฟุคุอิ (Fukui) ปูหิมะนี้มีราคาต่อกิโลกรัมตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 เยน หรือราว 600 ถึง 3,000 บาท ซึ่งราคาขึ้นอยู่กับฤดูกาลและแหล่งที่จับได้

วิธีการนำปูมารับประทานทำได้โดยการต้ม ย่าง หรือทำเทมปุระ

ปูทาราบะ (タラバガニ)

ปูชนิดนี้มีขนาดใหญ่ มีเนื้อแน่นหวานอร่อย ในญี่ปุ่นจะจับได้มากใน 2  ช่วง คือ ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน และช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปูชนิดนี้มีราคาต่อกิโลกรัมตั้งแต่  4,000 ถึง 10,000 เยน หรือราว 1,200 ถึง 3,000 บาท  ซึ่งราคาขึ้นอยู่กับฤดูกาลและแหล่งที่จับได้ แหล่งที่จับปูชนิดนี้ได้มาก คือ จังหวัดฮอกไกโดและนำเข้ามาจากอลาสก้าและรัสเซีย

วิธีการนำปูมารับประทานให้อร่อยทำได้ดังนี้คือ ชาบู ปูย่าง และผัดกับเนย เป็นต้น

ปูขนหรือเคะกะนิ  (毛ガニ)

ปูขนจัดเป็นอาหารหรูที่มีให้รับประทานได้ในช่วงตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ แม้จะมีขายในช่วงฤดูกาลอื่นแต่ปูขนที่อร่อยที่สุดนั้นเป็นปูที่จับได้ในช่วงฤดูหนาว โดยมีราคาต่อกิโลกรัมตั้งแต่ 4,000 ถึง 10,000 หรือราว 1,200 ถึง 3,000 บาท อย่างไรก็ดี บางที่จะมีขายเฉพาะส่วนของขาปูซึ่งมีราคาแพงกว่าปูทั้งตัว

วิธีการนำมารับประทานทำได้โดยการนำปูมาต้มในน้ำที่ใส่เกลือเข้มข้นประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 15-20 นาที และนำมาล้างด้วยน้ำ รสชาติของปูจะหวานและอร่อยมาก

ปูฮานะซากิ (花咲ガニ)

ปูชนิดนี้เป็นปูที่จับได้ในช่วงฤดูร้อนที่เมืองเนมุโร (Nemuro) จังหวัดฮอกไกโด ด้วยจับได้ในปริมาณจำกัดปูชนิดนี้จึงหารับประทานได้ค่อนข้างยาก โดยปูชนิดนี้มีราคาต่อกิโลกรัมตั้งแต่ 6,000 ถึง 8,000 เยน หรือราว 600 ถึง 800 บาท

 

花咲ガニ

วิธีการนำมารับประทานให้อร่อยทำได้โดยการนำมาต้ม ย่าง และต้มกับซุปมิโซะ เป็นต้น      สล็อตเว็บตรง

หากชื่นชอบปูก็บอกได้เลยค่ะว่าปูญี่ปุ่นมีรสชาติหวานสดอร่อยและหารับประทานได้ง่ายตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เมนูปูหม้อไฟร้อนถือเป็นเมนูยอดนิยมที่สร้างความสุขและความอิ่มท้องให้แก่คนญี่ปุ่นไม่น้อยเลย

ห่อข้าวแบบคนญี่ปุ่นไง ห่างไกลท้องเสีย

ช่วงนี้ไทยเข้าสู่หน้าร้อน แถมบางครั้งพายุก็เข้า ฝนก็ตก ชื้นแฉะไปหมด โดยเฉพาะสถานการณ์โควิดแบบนี้ เชื่อว่าคงมีหลายคนห่อข้าวไปกินที่ทำงานเพื่อลดโอกาสเสี่ยงเป็นแน่ บางคนห่อไม่ดี อาหารเสียง่าย หรือบางครั้งก็ท้องเสียแบบไม่มีสาเหตุ บางทีทั้งหมดนี้อาจมีสาเหตุมาจากการห่อข้าวกล่องของเราก็ได้นะคะ วันนี้เราจะมาแชร์เคล็ดลับการห่อข้าวหรือทำเบนโตะไปทำงานสไตล์คนญี่ปุ่นกันค่ะ ว่าคนญี่ปุ่นเขามีเคล็ดลับอย่างไร ทำไมถึงไม่ค่อยท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษกันเลย

ทำไมกินข้าวกล่องแล้วปวดท้อง?

อุณหภูมิ อากาศ ความชื้น คือ ปัจจัยที่ทำให้เชื้อโรคแพร่พันธุ์ได้ดี แค่อุณหภูมิ 20 องศาขึ้นไป เชื้อโรคก็เริ่มขยายพันธุ์แล้ว แต่อุณหภูมิที่เชื้อโรคเหล่านี้ชอบมากที่สุดจะอยู่ที่ 30-40 องศา ช่วงหน้าร้อนหรือช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่แบคทีเรียในข้าวกล่องเจริญเติบโตได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น !

ห่างไกลท้องเสียด้วยเคล็ดลับที่ 1: ใช้ความร้อนปรุงอาหาร

ข้าวกล่อง

เชื่อว่ามีหลายคนชอบไข่แบบยางมะตูม เพราะภายนอกดูดี สีสวย และให้เนื้อสัมผัสที่อร่อยกว่า แต่ระวังไว้นะคะ หากไม่ผ่านความร้อนให้ดีแล้วล่ะก็ อาจเป็นสาเหตุทำให้อาหารเป็นพิษได้ค่ะ นอกจากนี้ ตรงกลางกล่องใส่อาหาร บริเวณรอยต่อระหว่างข้าวกับกับข้าว ไม่แนะนำให้ใช้ผักกาดแก้วเป็นตัวกั้นเนื่องจากตัวใบมีความชื้นสูง ขอแนะนำให้ใช้ใบชิโซะกั้น เพราะใบชิโซะมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเชื้อโรคและแบคทีเรียได้ค่ะ

ห่างไกลท้องเสียด้วยเคล็ดลับที่ 2: ปล่อยกับข้าวให้เย็น

ข้าวกล่อง

การจัดวางข้าวกล่องด้วยการใส่ข้าวหรืออาหารร้อน ๆ ไว้ด้านข้างอาหารที่เย็นแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ ! อย่าใส่อาหารที่เพิ่งสุกจากกระทะลงในกล่องทันที ให้พักไว้ก่อนในถาดอะลูมิเนียม เมื่อเย็นแล้วค่อยใส่ลงในกล่องนะคะ

ห่างไกลท้องเสียด้วยเคล็ดลับที่ 3: ระวังอาหารที่เป็นน้ำ ๆ

ข้าวกล่อง

หากอาหารนั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก จะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ง่าย แนะนำให้ซับน้ำออกด้วยกระดาษทิชชู่ก่อนใส่ลงไป แต่หากเป็นเครื่องเคียงที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบเยอะ ให้ใส่ปลาแห้งญี่ปุ่นหรือสาหร่ายวากาเมะแห้งไว้ด้านล่างก็ได้ผลดีเช่นกันค่ะ

ห่างไกลท้องเสียด้วยเคล็ดลับที่ 4: ปรุงรสชาติให้เข้มข้น

 

การปรุงรสชาติให้เข้มข้นขึ้นกว่ารสปกติ ด้วยการเพิ่มปริมาณความเค็มลงไปจะช่วยยืดอายุของอาหารค่ะ การถนอมอาหารวิธีนี้จะทำให้อาหารเก็บได้นานขึ้น และแม้อาหารนั้นจะเย็นชืดแล้วรสชาติก็ยังดีอยู่ นอกจากนี้การใช้วัตถุดิบ เช่น บ๊วยเค็ม ใบชิโซะ ขิง กระเทียม ยังมีประสิทธิภาพช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ดีอีกด้วยค่ะ

ลองนำเทคนิคห่อข้าวกล่องดี ๆ ของชาวญี่ปุ่นไปปรับใช้กันดูนะคะ เชื่อว่าต่อให้ไทยมีสภาพอากาศยังไง จะร้อนจะหนาวก็หมดห่วง ทานอร่อยแน่นอน    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ทริปชวนไหว้พระเสริมเฮงที่โตเกียว ไม่ได้ไปช้อปอย่างเดียวก็เที่ยวได้!

นอกจาก ‘โตเกียว’ จะเป็นเมืองหลวงที่ไม่มีวันหลับใหลของประเทศญี่ปุ่น เมืองนี้ก็ยังเป็นศูนย์รวมของทุกๆ อย่าง มีทุกอย่างครบ และจบภายในเมืองเดียว ไม่ว่าจะทั้งแหล่งช้อปปิ้ง ย่านสถานที่เที่ยวกลางคืน ศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ และแฟชั่น ไม่เว้นแม้แต่สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดอย่าง Tokyo Disneyland เองก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว แต่เห็นโตเกียวเป็นเมืองที่เจริญอย่างสุดขีดแบบนี้ ทว่าในเรื่องของประเพณี และวัฒนธรรม โตเกียวเองก็ไม่เป็นสองรองใครเช่นกัน เพราะว่ามีทั้งแหล่งท่องเที่ยวแบบโบราณสถาน และวัดสไตล์ญี่ปุ่นมากมาย รอให้คุณไปกราบไหว้ขอพร และเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล

ถ้าใครเบื่อการเที่ยวช้อปปิ้งแบบเดิมๆ ANNGLE ขอแนะนำให้ลองจองตั๋วไปญี่ปุ่นกับ Traveloka เลือกวันเวลาที่ว่าง ลางานได้ แล้วเตรียมตัวเก็บกระเป๋าไปเสริมดวงให้เฮงๆ กับทริปตะลุยไว้พระเก็บแต้มบุญที่โตเกียว แต่สำหรับใครที่ไม่ถนัดเรื่องสถานที่ไหว้พระก็ไม่ต้องห่วง เพราะเราได้ยกลิสวัดดังต่างๆ ในโตเกียวมาให้คุณถึงที่แล้ว จะมีที่ไหนบ้าง ไปดูกันได้เลย

วัดอาซะกุสะ (Asakusa Kannon Temple) หรือวัดเซนโซจิ (Sensoji Temple)

ไม่พูดถึงวัดนี้เลยก็คงไม่ได้ เพราะ ‘วัดอาซะกุสะ หรือ วัดเซนโซจิ’ ที่มีจุดเด่นอยู่ตรงโคมแดงขนาดใหญ่นั้นได้กลายเป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญไปแล้ว สำหรับใครที่มาเที่ยวโตเกียว ก็คงไม่พลาดถ่ายรูปคู่กับโคมแดงลงบนโซเชี่ยลกันสักครั้ง จนหลายคนได้เรียกติดปากว่า ‘วัดโคมแดง’ กันไปแล้ว วัดแห่งนี้ก็เป็นวัดที่สำคัญมากๆ มีประวัติศาตร์ยาวนานมากกว่า 1,000 ปี พร้อมกับมีตำนานเล่าขานมากมาย ปัจจุบันเป็นวัดที่มีผู้คนวนเวียนมากราบไหว้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นเอง หรือแม้แต่นักท่องเที่ยว

บริเวณด้านหน้าวัดจะมีถนนทอดยาวและเรียงรายไปด้วยร้านค้ามากมาย จนได้กลายเป็นย่านการค้าอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญ อีกทั้งยังมีความเชื่อที่ว่า ถ้าหากใครพัดควันธูปหอมจากกระถางด้านหน้าอันใหญ่ให้เข้ามายังร่างกาย จะช่วยทำให้ส่วนที่เจ็บป่วยนั้นมีอาการดีขึ้น ถือว่าเป็นการชำระร่างกายด้วยธูป สำหรับคนที่จะเข้าไปสักการะเจ้าแม่กวนอิมภายในวัด ก็จะต้องชำระร่างกายให้สะอาด ด้วยน้ำจากอ่างมังกรในอ่างชำระล้างเสียก่อน

ที่ตั้ง: 2 Chome-3-1 Asakusa, Taitō, Tokyo 111-0032, Japan

ศาลเจ้า Konno Hachiman-gu

ศาลเจ้าแห่งนี้มีชื่อเสียงและจุดเด่นอยู่ตรงที่เป็นศาลเจ้าแห่งความโชคลาภ โดยเฉพาะโชคทางการเงิน เลยทำให้มีชาวญี่ปุ่นมากมายตั้งใจจะมากราบไว้ที่ศาลเจ้านี้เพื่อขอให้เจริญรุ่งเรืองทางด้านธุรกิจ และการค้าขาย หรือเรื่องที่เกี่ยวกับเงินทองโดยเฉพาะ ซึ่งใครจะไปเชื่อว่าศาลเจ้าเก่าแก่ที่งดงามแห่งนี้จะซ่อนตัวอยู่ในย่านการช้อปปิ้งอย่างชิบูย่า

ศาลเจ้า Konno Hachiman-gu ถึงแม้จะไม่ใช่วัดใหญ่โต แต่มีความสำคัญมาก เพราะถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1092 มีอายุยาวนานหลายร้อยปีจนเกือบจะถึงพันปี อีกทั้งยังติดอันดับศาลเจ้าที่ไหว้แล้วจะโชคดี จึงทำให้เป็นที่นิยมมากๆ สำหรับคนที่อยากขอโชคลาภในเรื่องเงินทอง ใครอยากจะเฮง หรืออยากเสริมดวงให้เฮงมากขึ้นไปอีก แนะนำว่าช้อปปิ้งเสร็จแล้วก็อย่าลืม มาสักการะขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้กันดู

ที่ตั้ง: 3 Chome-5-12 Shibuya, Tokyo 150-0002, Japan

ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu หรือ Meiji Shrine)

ใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ หรือชอบสวดมนต์ข้ามปีอยู่แล้ว แนะนำให้ลิสศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu) เอาไว้ได้เลย เพราะวัดแห่งนี้เป็นวัดดังที่คนญี่ปุ่นนิยมมาขอพรกันในช่วงข้ามปี เพราะมีความเชื่อว่าจะเป็นทำให้การเริ่มต้นปีใหม่นั้นมีแต่สิ่งดีๆ และเพื่อเป็นนิมิตหมายอันดีของปีใหม่ที่กำลังจะถึง ซึ่งทำให้มีคนแห่มาสวดมนต์แรกของปีกันมากถึงหลักล้านคนเลยทีเดียว ที่สำคัญยังเดินทางง่ายเพราะอยู่ในย่านฮาราจูกุ

นอกจากนั้นศาลเจ้าเมจิแห่งนี้ยังเป็นที่จัดงานพิธีต่างๆ ที่มีความสำคัญ และยังคงขนมธรรมเนียนประเพณีแบบเดิมอยู่ อาทิ พิธีกรรมถวายอาหารแก่เทพเจ้า (Onikkusai) ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำตลอดปี ภายในเวลา 08.00 – 14.00 น. ของทุกวัน พิธีกรรมโดเฮียวอิริ ของเหล่านักซูโม่ ที่เป็นพิธีกรรมดั้งเดิม ซึ่งหาดูได้ยาก อีกทั้งยังมีคนนิยมมาจัดงานแต่งงานแบบชินโต ตามแบบฉบับประเพณีเก่าแก่ที่ไม่ได้มีขึ้นทุกวัน แต่ถ้าหากวันไหนไปแล้วเจอพิธีกรรมเหล่านี้ก็จะถือว่าโชคดีมาก นับว่านอกจากศาลเจ้าเมจิจะเป็นที่เคารพบูชาของชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวแล้ว ยังมีประเพณีเก่าแก่ที่ไม่สามารถหาดูได้บ่อยๆ จากที่ไหนให้ชมกันด้วย

ที่ตั้ง: 1−1 gikamizonocho,Yoyo, Shibuya, Tokyo

วัดไทฉะกุเตน ไดเกียวจิ (Taishakuten Daikyoji Temple)

 

ถึงแม้ว่าวัดไทฉะกุเตน ไดเกียวจิจะไม่ได้เป็นที่นิยมมากสำหรับนักท่องเที่ยวหรือว่าชาวต่างชาติ แต่ว่าเป็นที่นิยมมากสำหรับคนท้องถิ่น และเป็นวัดชื่อดังที่มีประวัติเป็นมาและมีความสำคัญมาอย่างยาวนาน โดยถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1629 เป็นวัดของนิกายนิชิเร็ง ภายในวัดจะมีส่วนที่สามารถชมสวนสวยๆ ได้ แต่ทว่าต้องจ่ายค่าเข้าชมประมาณ 400 เยน ซึ่งนอกจากบริเวณสวนก็ยังมีบริเวณที่จัดแสดงไม้แกะสลักอันงดงาม จุดเด่นที่น่าสนใจอีกหนึ่งจุดคือ ต้นสน Zuiryu-no-matsu ที่เป็นรูปร่างสวยงาม ลักษณะแตกกิ่งก้านสาขาไปด้านข้าง นอกจากนั้นบริเวณด้านหน้าวัด ก็ยังมีถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านค้า ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในเมืองย้อนยุค ที่ให้ความวินเทจ เงียบสงบ และดูเรียบง่าย

ที่ตั้ง: 7 Chome-10-3 Shibamata, Katsushika, Tokyo 125-0052, Japan

ศาลเจ้าโตเกียว ไดจิงกู (Tokyo Daijingu)

คนโสดทั้งหลายฟังทางนี้! เพราะเราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับศาลเจ้าที่คนญี่ปุ่นนิยมไปขอพรเรื่องความรัก ซึ่งไม่แม้แต่คนโสดเท่านั้น แต่คนที่อยากให้รักสมหวัง รวมถึงคนที่อยากให้ความรักกลับไปหวานชื่นดังเดิม สำหรับศาลเจ้านี้เป็นสาขาแยกย่อยในโตเกียวจากศาลเจ้าอิเสะสาขาใหญ่ในเมืองอิเสะ จังหวัดมิเอะ ดังนั้นใครที่อยากจะขอพรความรัก แต่ไม่อยากเดินทางไกล ก็มาสักการะและขอพรให้สมหวังได้ที่ศาลเจ้าอิเสะสาขาโตเกียวนี้ได้ นอกจากนั้นความพิเศษของศาลเจ้านี้คือยังเปิดให้คนทั่วไปมาจัดงานแต่งต่อหน้าเทพเจ้า และยังเป็นสถานที่แรกที่ให้คู่รักมาจัดงานแต่งงานต่อหน้าเทพเจ้าเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่นอีกด้วย

ที่ตั้ง: 2 Chome-4-1 Fujimi, Chiyoda, Tokyo 102-0071, Japan

สำหรับคนที่เบื่อการช้อปปิ้ง เบื่อที่เที่ยวเดิมๆ การเดินเข้าวัดมาไหว้พระก็ช่วยทำให้จิตใจสงบ และได้เห็นสถาปัตยกรรมของวัดญี่ปุ่นสวยๆ เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับทริปของคุณได้ดีอยู่ไม่น้อย ถ้าช่วงนี้ใครอยากเสริมดวงให้เฮงๆ หรืออยากขอพรเรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องความรัก ก็ลองลิสศาลเจ้าและวัดเหล่านี้ แล้วเตรียมตัวไปขอพรเสริมความศิริมงคลกันได้เลย    UFABET เว็บตรง

ไอศกรีมรสงาที่ว่ากันว่าเข้มข้นมากที่สุดในโลก!!

อาหารญี่ปุ่นเป็นอาหารที่ใช้งาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการปรุงอาหารหลากหลายชนิด ไม่เว้นแม้กระทั่งในของหวาน ที่ก็เลือกใช้งาเป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์เมนูต่างๆ อีกด้วย คราวนี้เราจะพาไปดูไอศกรีมรสงาที่เขาว่ากันว่าเป็นไอศกรีมงาสูตรเข้มข้นมากที่สุดในโลกกันที่ร้าน GOMAYA KUKI ในย่านฮาราจูกุของกรุงโตเกียวกันนะคะ

ไอศกรีมรสงาที่มุ่งมั่นอยากจะเป็นไอศกรีมรสงาสุดเข้มข้นที่สุดในโลก

ร้าน GOMAYA KUKI ใช้งาจากร้าน Kiku Sangyo ร้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1886 โดยตั้งใจที่จะทำให้ไอศกรีมของทางร้านเป็นไอศกรีมรสงาที่เข้มข้นที่สุดในโลก สาขาใหม่ที่เปิดตัวในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2018 นั้น ย้ายมาจากร้านไอศกรีมแบบ take out โดยเฉพาะซึ่งตั้งอยู่ที่โอโมเตะซันโดตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม 2017 จนถึงเมื่อเดือนมกราคม 2018 ซึ่งสาขาที่ฮาราจูกุนี้มีโซนให้นั่งทานในร้านได้ นอกจากจะมีไอศกรีมรสดั้งเดิมทั้ง 6 ชนิดแล้วยังจะมีคาเฟ่เมนูใหม่ๆ เช่น ของหวาน และการแฟดริฟท์มือ เป็นต้น ที่ดัดแปลงมาจากไอศกรีมรสงาวางจำหน่ายให้คนที่หลงใหลในรสชาติและกลิ่มหอมของงาได้ลิ้มลองอีกด้วย

 

ของหวานผสมผสานทั้งของร้อนและของเย็น

ที่ร้านสาขาใหม่นี้ยังมีของหวานอย่างไอศกรีมทอด ที่นำเอาไอศกรีมรสงาสุดเข้มข้นมาทอดในสไตล์เทมปุระ ที่เมื่อกัดไปที่แป้งเทมปุระด้านนอกซึ่งทอดด้วยงาขาวบริสุทธิ์แบบที่ใช้กันตามร้านเทมปุระสุดหรูก็จะให้สัมผัสกรุบกรอบ แล้วเมื่อกัดถึงด้านในก็จะเป็นไอศกรีมรสงาเย็นๆ ซึ่งเมนูไอศกรีมทอดแป้งเทมปุระงากรุบกรอบสนนราคาอยู่ที่ 550 เยนเพียงเท่านั้น

แพนเค้กและพาร์เฟต์หอมกลิ่นงา

นอกจากนี้ทางร้านยังมีเมนูพาร์เฟต์ในสไตล์ญี่ปุ่นอย่าง Gomaya Kuki Japanese Style Parfait (1,000 เยน) ที่เพื่อนๆสามารถเลือกไอศกรีมรสงาแบบที่ชอบได้ตามใจ เวลาทานก็ราดด้วยน้ำมันงาสูตรของร้าน Gomaya Kuki ไม่เพียงแค่เมนูไอศกรีมเท่านั้น    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ทางร้านยังมีเมนูแพนเค้กย่างเนื้อหนานุ่มที่อบกันร้อนๆจากเตา สามารถเลือกทานคู่กับไอศกรีมได้ 2 ชนิด (1,200 เยน) หรือจะเลือกแค่ 1 ชนิดด้วยราคาที่ย่อมเยา (1,000 เยน)

 

■ GOMAYA KUKI
ที่ตั้ง:ชั้น 1 อาคาร Harajuku H, 4-26-22 Jingumae, Shibuya, Tokyo
เว็บไซต์ :gomayakuki